บทสัมภาษณ์คุณสิทธิเดช มโนรัตน์ ( ลุงเดช ) ช่างเทคนิคของภาควิศวกรรมเครื่องกล

บทสัมภาษณ์คุณสิทธิเดช มโนรัตน์  ( ลุงเดช )…                                                                                                   ช่างเทคนิคของภาควิศวกรรมเครื่องกล

ลุงเดช2

 วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคุณลุงสิทธิเดช  มโนรัตน์ (ลุงเดช)กันค่ะ ก่อนอื่นขอทราบประวัติการใช้ชีวิต ก่อนที่จะมาเป็น “ ลุงเดช ” ในภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลสักเล็กน้อยค่ะ

          ชีวิตของลุงสมบุกสมบัน ลุงเกิดที่จังหวัดสระบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน ลุงเป็นคนที่ 2 มีพี่ชาย,น้องชายและน้องสาวอีก 2 คน ในระหว่างเรียนและทำงานก็ผ่านเหตุการณ์มากมาย “ ชีวิตของลุงผ่านเรื่องราวมาก็เยอะ…ถ้าเขียนเป็นตำนานไม่จบหรอก ”

          ชีวิตวัยเด็ก เรียนชั้นประถมที่บ้านเกิด คือ ชั้นประถมศึกษา (ป.1 – ป.7) , ชั้นมัธยม ม.ศ.1 –  ม.ศ.3 ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ความหวังต่อจากนั้นอยากเรียนต่อ ม.ศ.4 – ม.ศ.5 ในตัวจังหวัด หรือไม่ก็ในกรุงเทพฯ แต่เนื่องจากในยุคนั้นไม่มีฝ่ายแนะแนวเลย ประกอบกับทางพ่อแม่ก็ไม่แนะนำ จึงต้องออกตระเวนหาสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก,โรงเรียนจ่าอากาศ แต่ก็สอบไม่ติดเลยสักที ชีวิตเริ่มสับสนในที่สุดต้องเข้าเกียร์ว่างอยู่ช่วยพ่อแม่ทำงาน ส่วนพี่ชายนั้นเข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ เพราะคุณลุง(พี่ชายของแม่) เข้ารับอุปการะพี่ชายคนเดียวเท่านั้น ผมจึงไม่มีโอกาสมาเรียนต่อในกรุงเทพฯ เพราะไม่รู้ว่าจะมาอยู่กับใคร ในความเป็นจริงผมอยากเรียนที่จุฬาฯ หรือ ธรรมศาสตร์ (ความทะเยอทะยานก็มีไม่น้อย) แต่ก็ต้องเรียนจบ ม.ศ.5 ไปแล้ว (หลักสูตรในสมัยก่อนนั้น ชั้นประถมมีถึง ป.7 ชั้นมัธยมมีถึง ม.ศ.5) แต่ผมจบเพียง ม.ศ.3 เท่านั้น ชีวิตเริ่มเบนเข็มและรู้ตัวว่าเรียนไม่เก่งเลย ประกอบกับพี่ชายเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนช่างกลปทุมวัน (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัย) ผมจึงเดินตามแนวทางของพี่ชาย นั่นคือ ชีวิตผกผันเข้าสู่รั้วของอาชีวะศึกษา คือเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี หลังจากใส่เกียร์ว่างมา 1 ปีเต็ม และการสอบเข้าเรียนต่อได้ครั้งนี้นั้นต้องขอบคุณพี่ชายผมที่ช่วยติวเข้มให้ ผมเข้าเรียนในสาขาช่างกลโรงงาน การเรียนสายอาชีวะนั้นก็ไม่ง่ายนัก ไม่พ้นวิชาคำนวณ แต่แล้วก็ต้องพบกับความประหลาดใจ คือ ผมสามารถผ่านการเรียน การฝึกปฏิบัติงานไปได้อย่างดี เพราะมีอาจารย์ผู้หนึ่งที่สอนผมได้ดีมาก ท่านไม่มีคุณวุฒิทางการศึกษาในระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเลย แต่ท่านเป็นผู้ชำนาญการมาจากกรมอู่ทหารเรือเชี่ยวชาญในวิชาปฏิบัติมาก และคำนวณเก่ง สอนคณิตศาสตร์ให้ผมเสียอีกจนผมเข้าใจได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักกี่ปีก็ตาม ผมยังคงจำอาจารย์ท่านนี้ได้เสมอ

          หลังจากจบ ปว.ช. แล้วก็ต้องออกหางานทำอย่างน้อยต้องช่วยพ่อแม่ส่งน้องๆ เรียนต่อ ซึ่งทุกคนได้รับปริญญากันทุกคน น้องชายจบวิศวฯ จุฬา น้องสาวจบราชภัฎและรามคำแหง จากนั้นผมก็ถูกเกณฑ์เป็นทหารม้าเสีย 2 ปี ไม่ได้เรียน รด.เพราะเกรดไม่ถึง หลังจากพ้นทหารเกณฑ์แล้ว ความใฝ่เรียนยังไม่หมดไป เข้าเรียนต่อ ปว.ส. ที่วิทยาลัยเทคนิคลพบุรีที่เดิมในสาขาเดียวกัน จบ ปว.ส.แล้วก็สมัครเป็นครูช่วยสอนชั่วคราว 1 ปีที่วิทยาลัยเดิม จากนั้นก็หางานทำหลายแห่งจนถึงปี พ.ศ.2526 ผมก็พบข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่า “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี” รับสมัครข้าราชการในตำแหน่งนายช่างเทคนิคของภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ผมก็เข้ามาสมัครและสอบได้ โดยเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการระดับ 2 เป็นนายช่างเทคนิค ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล

          การเข้ามาทำงานที่วิศวฯเครื่องกลในตอนแรกก็รู้สึกหนักใจเพราะนักศึกษานั้นมีความรู้มากกว่าเราเสียอีก แล้วเราจะไปแนะนำหรือสอนอะไรพวกเข้าได้ แต่แล้วความหนักใจนั้นก็หายไปเพราะในวิชาปฏิบัติพวกเขาไม่มีความชำนาญอะไรเลย สังเกตจากการทำงานและการถามของพวกเขา  ชีวิตผูกพันกับนักศึกษาก็เฉพาะนักศึกษาที่เรียนปีสุดท้ายเท่านั้นคือ เวลาที่พวกเขาลงทำโปรเจ็คก็เพียง 2 เดือนเท่านั้นแล้วพวกเขาก็จบออกไป ส่วนปี 1,2,3 นั้นไม่ต้องกล่าวถึงไม่มีทางรู้จักและผูกพันกันได้

          กว่า 3 ทศวรรษที่ผมรับใช้ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลมา ผ่านหัวหน้าภาควิชามาก็หลายคนแต่ผมก็ยอมรับว่า ชีวิตผมผูกพันกับนักศึกษามาทุกรุ่น ถ้าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไปของนักศึกษาแต่ละรุ่นก็คงจะเขียนไม่จบ เพราะมีมากมายและหลากหลาย

ทำไมผมผูกพันกับนักศึกษามาทุกรุ่น?

            คำตอบก็คงมาจากหน้าที่และความสำนึกในหน้าที่ความสนใจในชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษา และพฤติกรรมในสังคมมหาวิทยาลัย พร้อมกับความเรียบง่ายของผม ผมมักซ่อนอารมณ์ความโกรธได้ดี ไม่ค่อยมีนักศึกษาคนไหนเคยเห็นผมโกรธหรือไปตัดพ้อต่อว่าพวกเขาเลย ผมมีลูกและเลี้ยงลูกในแบบตามใจก็เลยติดเป็นนิสัย เอาแบบอย่างการเลี้ยงลูกในแบบตามใจมาใช้กับนักศึกษา ทำให้ถูกตำหนิจากผู้ใหญ่ในคณะฯบ่อยครั้ง

ลุงเดช 1

          เวลาผ่านไปนานมากขึ้น นักศึกษาปี 1 ได้มีโอกาสได้ลงวิชาปฏิบัติในวิชา Gen ฟิสิกส์ ทำให้ผมเริ่มผูกพันกับพวกเขา ดังนั้นคำว่า “ลุงเดช” จึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่นักศึกษาของภาควิชาวิศวฯเครื่องกลตั้งแต่ปี 1 – ปี 4 หลายปีต่อมาหลักสูตรการเรียนการสอนก็ได้เปลี่ยนแปลงไป คือ จากหลักสูตรวิศวฯ 5 ปีเป็น 4 ปีและมีวิชาปฏิบัติของปี 3 นั่นคือ Machine design,วิชา Professional Practice ได้มีโอกาสสอนการใช้ work shop การใช้เครื่องมือต่างๆ ได้มีโอกาสได้สอนกฎหมายวิศวกรและจรรยาบรรณของวิศวกรในวิชา Professional Practice ซึ่งต้องขอบคุณท่าน ร.ศ.บันเทิง  สุวรรณตระกูลที่ได้ผลักดันให้ผมได้สอน เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ผมไม่ได้มีวุฒิการศึกษาเฉพาะ ปว.ส. เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมยังมีนิติศาสตร์บัณฑิต,รัฐศาสตร์บัณฑิต(สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ),ศึกษาศาสตร์บัณฑิต ติดปลายนวมมาอีกด้วย ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ เพราะผมไม่ชอบโฆษณาหรือเปิดเผยความรู้ของตัวเอง

          สิ่งที่ภูมิใจและประทับใจมากที่สุด คือ การได้ร่วมกิจกรรม เช่น ค่าย Tune-up,ค่ายเครื่องกลอาสา และ มหกรรม Meeting ซึ่งไม่เคยพลาดเลยสำหรับลุงเดช

การทำงานส่วนไหนที่ลุงเดชคิดว่า “มีความเป็นเครื่องกลมากที่สุด”

          ความเป็นเครื่องกล ในความคิดของผมนั้น ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลเป็นภาคที่ใหญ่ เข้มข้นทางวิชาการ เป็นภาควิชาที่เก่าแก่ ควบคู่กับ ความเป็น “พระจอมเกล้าธนบุรี” ตั้งแต่เริ่มต้น ผลิตบัณฑิตมีชื่อเสียงในวงการอุตสาหกรรม นักวิชาการ ฯลฯ , การทำงานในส่วนของงานบริการทางการศึกษาในภาควิชาทั้งหมดคือ ความเป็นเครื่องกล 

“ปรัชญา”ในการทำงานของลุงเดชคืออะไรค่ะ

          ผมมองว่า ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลของเราเปรียบเสมือนครอบครัวที่ใหญ่ “ลุงเดช” เป็นบุคคลหนึ่งในครอบครัว ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัว(นักศึกษา) “สิ่งที่ยากสำหรับเขา แต่ง่ายสำหรับเรา” เราก็ต้องช่วยเหลือทันทีไม่ลังเลและไม่จำกัดเฉพาะต้องเป็น “ หน้าที่ ” อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อมีนักศึกษามาขอความช่วยเหลือไม่ว่าด้านใด ถ้าเรามีศักยภาพช่วยเหลือได้ก็ต้องช่วยเหลือ จะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่หน้าที่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่อาจเรียกว่า “ครอบครัว” ได้

แต่บางสิ่งบางอย่างนั้นผมต้องพิจารณาถึงสถานภาพของตัวเองด้วยว่า การที่จะช่วยเหลือนักศึกษา บางเรื่องที่เป็นวิชาการนั้นต้องเป็นหน้าที่ของอาจารย์ ผมมิบังอาจไปก้าวก่ายหน้าที่ได้ ที่สำคัญ ถ้าเรารู้ไม่จริงแล้วยังไปแนะนำหรือบอกสอนไปผิดๆ และคนจดจำเอาไปใช้ก็จะเป็นความเสียหายและอันตรายยิ่ง ดังสุภาษิต “ Don’t try to be someone we are not ” อย่าพยายามเป็นใครบางคนที่เราไม่ได้เป็น

 ประสบการณ์ที่ลุงเดชอยากจะถ่ายทอดให้น้องๆ รุ่นนี้และรุ่นต่อๆไปที่จะเข้ามาทำงาน

          ในการทำงานของช่างเทคนิค ถ้าจะกล่าวอย่างกว้างๆ ก็คือ งานบริการทางการศึกษา เช่น งาน work shop งานช่วยเหลืองานวิจัย,งานดูแลอาคารภาควิชาฯและความปลอดภัยทั่วไป,งานจัดกิจกรรมต่างๆของภาควิชาและของนักศึกษา แต่สำหรับผมแล้วงานบางอย่าง ผมทำหลากหลายไม่เฉพาะแต่ภาควิชาวิศวฯเครื่องกลเท่านั้น ยังมีนักศึกษาภาควิชาอื่นๆที่มาขอความช่วยเหลือในเรื่องการทำโปรเจ็ค เช่น ภาคไฟฟ้า,โยธา, แมคคาทรอนิคส์ ฯลฯ ซึ่งพวกเขาไม่ชำนาญทาง “ Mechanics ” ผมก็ไปช่วยเสมอ แต่มักเป็นเวลานอก คือ เครื่องกลต้องมาก่อนเสมอ หรือไม่ก็ต้องได้รับอนุญาตจากภาควิชาฯของเราก่อน

          การทำงานในหน้าที่ของช่างเทคนิคนั้นหัวใจสำคัญคือ “การบริการ” เราต้องปรับทัศนคติ,บุคลิกภาพให้ความเป็นธรรมกับทุกคน,ไม่เลือกปฏิบัติ,ไม่เรียกหรือรับผลประโยชน์ใดๆจากนักศึกษาหรือผู้มาขอใช้บริการทั่วไป ต้องใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมเสมอโดยเฉพาะวิชาชีพของตน,จิตวิทยาสังคม,จิตวิทยาวัยรุ่น และต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก,สังคมวัยรุ่นอยู่เสมอ เพราะเราต้องคลุกคลีอยู่กับพวกเขา

 อยากให้ลุงเดชฝากข้อคิดคติเตือนใจให้น้องๆทั้งเรื่องการเรียนและการทำงานค่ะ

ลุงเดช 3

สำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษานั้นหลายอย่างแตกต่างออกไปจากระดับประถม,มัธยม ที่เห็นได้ชัด คือ วิชาเรียนเริ่มยากขึ้น ระบบการสอนนั้นเป็นการบรรยาย เนื้อหากว้างๆไม่ลงรายละเอียด ไม่มีการย้อนหลังหรือทบทวนให้อีก เพราะถือว่าได้เรียนกันมาแล้วเป็นหน้าที่ของนักศึกษาที่ต้องไปอ่านหาความรู้เพิ่มเติมเอาเอง บางคนต้องไปเรียน “ติว” เข้มเสียเงินเป็นรายวิชา

นักศึกษาที่เข้าปี 1 ก็ต้องปฏิบัติตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย โดยมีรุ่นพี่ถ่ายทอดให้เมื่อขึ้นปี 2 ก็เริ่มคุ้นเคยกับสังคมมหาวิทยาลัยมากขึ้น มีกิจกรรมหลายอย่างที่จูงใจทำให้เกิดความประมาท ทำให้ละเลยต่อการเรียน บริหารเวลาไม่ได้และซ้ำร้ายไปเจอวิชาเรียนที่ไม่จูงใจ ยิ่งทำให้เบื่อ,ท้อแท้ บางคนมาจากโรงเรียนมัธยมดังมาก แต่เกิดความประมาท เทอมแรกประเดิมเกรด 1.8 แต่โชคยังเข้าข้างเพราะรู้ตัวและกลับลำได้ทันจึงแก้ไขสถานการณ์ของตัวเองได้ เมื่อขึ้นปี 3 วิชาเรียนเริ่มยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะวิชาของเครื่องกลโดยตรง เช่น Machine design, Machinery เป็นต้น บางทีต้อง Drop วิชาลง หันมาดูเกรดตัวเองก็ทุกข์ใจต้นทุนทำไว้ต่ำ

ส่วนพวกที่มีความรักนั้นก็ไม่ใช่ความผิด ในทางทฤษฎีนั้น กล่าวว่า มีความรักในวัยเรียนนั้นไม่สมควรเพราะการเรียนจะเสีย แต่ผมเห็นความจริงเสมอว่า ไม่มีใครห้ามใครได้ และก็มีความรักกันหลายคู่ ถ้ารักกันแล้วพากันเอาใจใส่ต่อการเรียนก็ไม่เป็นไรกลับดีเสียอีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นหลัก

สุดท้ายก็ขอเอาใจช่วยตั้งแรงใจ แรงกายกับบรรดามิตรสหายนักศึกษาเครื่องกลทุกคน ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนมีจิตสำนึกว่ามี บุคคลที่ต้องการเห็นความสำเร็จของเรานั่นคือ บุพการี,พ่อ,แม่ จงมีความรัก,ความสามัคคี,ความเสียสละ ในหมู่สังคมพวกเรา

สัมภาษณ์ :  ปารมี ME54  ,กชกร ME55  ,ธนา   ME55                                                                                                                                                                               ภาพ          :  ปณิดา ME 55                                                                                                                                                                                                                     เรียบเรียง :   ธนภร  ME55